เทคนิคการเลือกครีมทาหน้าให้เข้ากับผิวของเรา  

การบำรุงผิวหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องมีการทำเป็นประจำทุกวัน เรียกได้ว่าเป็น รูทีน (Routine) หรือกิจวัตรประจำวันนั่นเอง การทาครีมบำรุงผิวหน้านั้นช่วยให้ผิวหน้าเราสุขภาพดีและยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวหน้าของเราให้ดูเรียบเนียร กระจ่างใสไร้สิวอีกด้วย สำหรับคนที่ต้องเผชิญกับสิ่งสกปรกต่าง ๆ เช่น ฝุ่นควัน แสงแดง ทำให้ใบหน้าเราดูหมองคล้ำ ไม่สดใส ทำให้ต้องมีการทาครีมบำรุงเพื่อฟื้นฟูใบหน้าด้วย นอกจากการบำรุงผิวหน้าแล้วยังต้องมีการปกป้องผิวหน้าเราจากมลภาวะต่าง ๆ ร่วมด้วย ซึ่งใช้ครีมทาหน้าเพียงตัวเดียวอาจไม่เพียงพอ การใช้ครีมทาหน้าหลาย ๆ ตัวก็ช่วยให้ผิวหน้าเราได้รับการบำรุงอย่างเต็มที่และทั่วถึงมากขึ้น ทั้งนี้ครีมทาหน้าที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับการเลือกครีมทาหน้าที่ใช่ต่อตัวเราด้วย

ประเภทของครีมมีอะไรบ้าง

  1. เอสเซ้นส์ (Essence) เอสเซ้นส์มีลักษณะเป็นน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำเป็นหลักและมีสารบำรุงที่เข้มข้นมาก ซึ่งกำลังโด่งดังและได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายในโซนเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศเกาหลี ญี่ปุ่นรวมไปถึงไทยอย่างเราด้วย เอสเซ้นส์จะมีความบางเบา ไม่หนักผิวและสามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายและไวมาก ๆ เอสเซ้นส์บางยี่ห้อจะใช้เอสเซ้นส์โดยการตบลงไปที่หน้าเบา ๆ เป็นการกระตุ้นผิวหนังที่ดีมากด้วย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า น้ำตบ ซึ่งคุณสมบัติของเอสเซ้นส์นี้จะเน้นในเรื่องของการฟื้นฟูผิวจากมลภาวะต่าง ๆ ทำให้ผิวแข็งแรงมากขึ้น การใช้เอสเซ้นส์นั้นสามารถใช้ได้ทั้งตอนกลางวันและกลางคืน เพราะซึมเข้าสู่ผิวหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นมากเท่าไหร่นัก
  2. อีมัลชั่น (Emulsion) เป็นครีมบำรุงผิวที่มีการผสมกันของโลชั่นและเนื้อเจล ทำให้มีความเข้มข้นไม่มากนัก ซึงจะช่วยในเรื่องของการรักษาความชุ่มชื้นของใบหน้าได้เป็นอย่างดีโดยไม่ทำให้ใบหน้ารู้สึกเหนียวเหนอะหนะแต่อย่างใด อีมัลชั่นยังซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายและรวดเร็ว เหมาะสำหรับคนที่มีผิวหน้ามันหรือผิวหน้าผสม สามารถใช้ได้ทั้งตอนกลางวันและตอนกลางวัน
  3. เซรั่ม (Serum) เนื้อของเซรั่มจะมีลักษณะเป็นของเหลวข้น ๆ มีความเหนียวเล็กน้อย อาจมีสีใสหรือไม่มีสีใสก็ได้ อุดมไปด้วยสารบำรุงผิวมากมายและยังช่วยบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก เนื่องจากว่าเซรั่มนั้นมาจากการรวมเอาเฉพาะสารสำคัญต่าง ๆ จากส่วนผสมของโลชั่นหรือครีมมารวมตัวกันอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าเซรั่ม ซึ่งเซรั่มนี้จะทำให้ผิวได้รับการดูแลได้อย่างเต็มที่ สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ตัวเซรั่มนั้นอาจจะมีความเหนียวและข้นอยู่ก็จริง แต่กลับซึมเข้าสู่ผิวหนังได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับสภาพผิวทุกประเภท เพราะไม่ทำให้ผิวหน้าเกิดความมันหรือแห้งจนเกินไป
  4. เจล (Gel) เนื้อเจลมีลักษณะเป็นสีใสเป็นก้อนน้ำ ไม่มีความเหนียว เมื่อทาสัมผัสลงบนผิวหนังจะกลายเป็นน้ำ ในเนื้อเจลนั้นมีสารโพลีเมอร์ (Polymer) ซึ่งสารตัวนี้จะช่วยในเรื่องของการกักเก็บน้ำและความชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี มีความอ่อนโยนสูง สามารถใช้ได้บนใบหน้าในบริเวณที่มีความบอบบางสูง เช่น บริเวณใต้ดวงตา ครีมทาหน้าที่เป็นเนื้อเจลจะช่วยให้ใบหน้าเราได้รับความชุ่มชื้นได้มากขึ้น ช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าไม่หมองคล้ำและดูสดใสมากขึ้น เนื้อเจลมีความเบา ซึมง่าย เหมาะสำหรับผิวหน้าที่มีปัญหาในเรื่องของริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้าได้เป็นอย่างดี
  5. โลชั่น (Lotion) โลชั่นจะมีลักษณะคล้ายกับครีม แต่เนื้อสัมผัสจะไม่หนักเท่าครีมเพราะว่าโลชั่นจะมีความเป็นน้ำเยอะกว่าครีมอยู่พอสมควร ครีมทาหน้าแบบโลชั่นนั้นได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะว่าซึมได้ง่ายและไม่ทำให้ใบหน้าเกิดความเหนียวเหนอะหนะ ซึ่งโลชั่นนี้จะมีคุณสมบัติแตกต่างกันไปตามสูตรของแต่ละยี่ห้อ แต่โลชั่นส่วนใหญ่มักจะมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวหน้าขาว กระจ่างใสมากขึ้น นอกจากนี้โลชั่นยังสามารถใช้ได้ทั้งตอนกลางวันและตอนกลางคืน เหมาะสำหรับคนที่มีผิวผสมและผิวมัน แต่คนที่ผิวหน้ามันมาก ๆ ก็ต้องระมัดระวังด้วยเพราะครีมทาหน้าประเภทโลชั่นก็อาจทำให้เกิดการอุดตันรูขุมขนได้เช่นกัน
  6. เนื้อครีม (Cream) เป็นครีมทาผิวที่ไม่มีใครไม่รู้จัก แต่รู้จักดีแล้วหรือยัง เนื้อครีมทาผิวจะมีความเข้มข้นสูงและมีส่วนประกอบของน้ำมันค่อนข้างเยอะ เนื้อครีมตัวนี้จะมีลักษณะเหมือนกับเนยที่ต้องมีการปาดออกมาทาออกมาใช้ ครีมทาหน้าชนิดนี้จะมีความเข้มข้นสูงมาก ทำให้ซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ช้ากว่าเนื้อครีมประเภทอื่น ๆ แต่ประสิทธิภาพในการบำรุงผิวนั้นไม่เป็นรองใคร เนื่องจากอัดแน่นไปด้วยส่วนผสมบำรุงผิวต่าง ๆ มากมาย ครีมทาหน้าประเภทนี้เหมาะสำหรับคนที่มีผิวหน้าแห้งมากที่สุด เพราะเนื้อครีมมีปริมาณน้ำมันเยอะ ทำให้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในแก่ผิวหน้าได้

การเลือกครีมทาหน้าให้เข้ากับสภาพผิว

  1. ผิวหน้าแห้ง คนที่มีผิวหน้าแห้งแบบนี้จำเป็นต้องใช้ครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมของน้ำมันบำรุงต่าง ๆ มอยซ์เจอไรเซอร์ วิตามินอี เป็นต้น เพราะจะทำให้ผิวหน้าเราได้รับความชุ่มชื้นได้อย่างเหมาะสม ชดเชยกับการที่ผิวหน้าเราผลิตน้ำมันออกมาได้น้อยนั่นเอง การใช้ครีมที่เป็นเนื้อครีมหรือเจลก็ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ใบหน้าได้เช่นกัน
  2. ผิวหน้ามัน ตรงกันข้ามกับคนผิวแห้ง คนที่มีผิวหน้ามันแนะนำให้หลีกเลี่ยงครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมของน้ำมันหรือสารที่ให้ความชุ่มชื้นต่าง ๆ เพราะจะทำให้เกิดการอุดตันรูขุมขนเพิ่มมากขึ้น ถ้าใช้ครีมทาหน้าที่มีสารให้ความชุ่มชื้นอาจทำให้ใบหน้าเกิดการอุดตันและก่อให้เกิดสิวอุดตันได้ง่ายมาก ๆ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงครีมทาหน้าเหล่านี้เป็นการดีที่สุด ครีมทาหน้าก็ควรเลือกแบบเอสเซ้นส์ อีมัลชั่นหรือเซรั่มก็ได้
  3. ผิวผสม ผิวผสมควรเลือกใช้ครีมทาหน้าที่มีความอ่อนโยนและเป็นกลางต่อผิว เพราะการที่ใบหน้าเรามีทั้งความมันและความแห้งนั้นจะเกิดผลข้างเคียงถ้าเลือกใช้ครีมเฉพาะผิวมันหรือผิวแห้งได้ ชาวผิวผสมอย่างเราจึงต้องเลือกครีมทาหน้าที่เป็นเนื้อเซรั่ม โลชั่นหรืออีมัลชั่นก็ช่วยลดการอุดตันของผิวแถมยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้อย่างผลอดภัยอีกด้วย
  4. ผิวแพ้ง่าย คนที่มีผิวแพ้ง่ายนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการแพ้อย่างรุนแรงได้ จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษและอ่อนโยนควบคู่กันไปด้วย การเน้นดูส่วนผสมที่อยู่ในครีมทาหน้าเป็นหลักเพื่อหลีกเลี่ยงและป้องกันไม่ให้ใบหน้าเราเกิดอาการแพ้ได้ ส่วนผสมที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ เช่น แอลกอฮอล์และน้ำหอม เป็นต้น ครีมทาหน้าบางยี่ห้อจะมีสูตรสำหรับผิวแพ้ง่ายให้เลือกใช้อยู่บ้าง อย่าลืมว่าต้องดูเรื่องของความอ่อนโยนมากเป็นพิเศษ
  5. ผิวธรรมดา คนที่มีผิวธรรมดานั้นราวกับคนที่ถูกหวยรางวัลที่ 1 เพราะเป็นสภาพผิวที่ปกติ ไม่มีปัญหาใด ๆ มาก่อกวนให้น่ารำคาญใจ คนที่มีผิวหน้าธรรมดาหรือผิวหน้าปกตินั้น จะไม่มีความมันหรือแห้งมากเกินไป รูขุมขนเล็กและกระชับ ไม่มีสิวมาก่อกวนใด ๆ สามารถใช้ครีมทาหน้าได้แทบทุกประเภท แต่แนะนำว่าให้เลือกครีมทาหน้าที่เน้นไปที่การบำรุงความชุ่มชื้นสักเล็กน้อยก็เพียงพอสำหรับคนผิวหน้าธรรมดาแล้ว

การบำรุงผิวหน้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีมากนัก การบำรุงผิวหน้าที่ดีต้องมาพร้อมกับการป้องกันผิวหน้าร่วมด้วย การใช้ครีมกันแดดทุกครั้งเมื่อออกจากบ้านหรือออกไปเผชิญหน้ากับแสงแดดก็เป็นตัวการทำร้ายผิวให้ผิวเราหมองคล้ำและเกิดริ้วรอย ซึ่งการถ้าบำรุงผิวเพียงอย่างเดียวก็อาจทำให้ใบหน้าเรามีสภาพเหมือนเดิมหรืออาจแย่ลงหากไม่ปกป้องผิวจากแสงแดด