เจาะลึก 5 วิธีการดูแลรักษาและป้องกันกระบนใบหน้า

กระ (Freckle) คืออะไร กระคือจุดสีน้ำตาลอ่อนเล็ก ๆ ที่ขึ้นตามใบหน้าหรือผิวหนังตามร่างกาย กระสามารถพัฒนาจากจุดเล็ก ๆ หลายเป็นจุดใหญ่และจากสีอ่อนกลายเป็นสีเข้มได้ตามระยะเวลา สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง พบได้ตั้งแต่วัยเด็กและพบมากในผู้สูงอายุ ถึงแม้ว่ากระนั้นไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่อาจสร้างความกังวลใจกับใครหลาย ๆ คนในเรื่องของความสวยความงาม ทำให้สาว ๆ หลายคนเกิดความกังวลและไม่มีความมั่นใจขึ้นมาได้

กระเกิดจากอะไร มีกี่ประเภท

หลัก ๆ แล้วกระเกิดจากความผิดปกติของเมลานินหรือเม็ดสีผิวในร่างกายของเรานั่นเอง การที่เม็ดสีผิวของเราทำงานผิดปกติจะส่งผลให้สีผิวของเราเข้มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผิวหนังบริเวณที่โดดแสงแดดที่มีสารยูวี บริเวณที่เมลานินมีความผิดปกติจะไม่สามารถป้องกันรังสียูวีได้และยังผลิตเมลานินออกมามากจนเกินไป อันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สีผิวบริเวณนั้นมีสีที่เข้มขึ้นเป็นบางจุดอย่างที่เราเรียกกันว่า กระ นอกจากแสงแดดที่เป็นตัวร้ายที่ก่อให้เกิดกระแล้วยังมีสาเหตุอื่น ๆ อีกที่ทำให้เกิดกระได้อีก เช่น พันธุกรรมที่เป็นตัวกำหนดความรุนแรงของกระมากน้อยขึ้นอยู่กับคน สีผิว มักจะพบว่าคนที่มีผิวสีขาวมักมีโอกาสเกิดกระได้บ่อยมากกว่าคนผิวสีเข้ม เพราะร่างกายจะมีเม็ดสีผิวน้อยกว่าคนผิวเข้ม เมื่อผิวหนังโดนแสงแดดจึงทำให้ร่างกายผลิตเมลานินเพิ่มขึ้นมามากผิดปกติและทำให้เกิดกระ ลองสังเกตฝรั่งผิวขาวส่วนใหญ่มักจะมีรอยกระให้เห็นบนผิวหน้า เพราะผิวของฝรั่งส่วนใหญ่มักจะไวต่อแสงแดดมากกว่าคนไทยอย่างเรา ประเภทของกระแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิด ดังนี้

  1. กระตื้น หรือกระทั่วไป เป็นกระที่มีลักษณะเรียบเนียนไปกับผิวหนัง เป็นจุดกลมเล็ก ๆ สีน้ำตาลอ่อนกระจายไปทั่วบริเวณใบหน้า ลำคอและร่างกาย กระชนิดนี้เมื่อโดนรังสียูวีจากแสงแดดมาก ๆ เข้าจะทำให้กระมีสีเข้มขึ้นและสามารถจางหายไปได้ถ้าหลีกเลี่ยงแสงแดดเป็นเวลานาน พบได้บ่อยในบุคคลที่มีสีผิวขาวหรือสีซีด และตามพันธุกรรมแล้วพบว่าคนที่มีผมสีแดงและตาสีเขียวมีโอกาสเป็นกระชนิดนี้อยู่มากและพบเห็นกระประเภทนี้ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
  2. กระแดด คล้ายคลึงกับกระตื้น คือมีลักษณะเป็นผิวเรียบและเป็นจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ สาเหตุหลักของกระแดดคือรังสียูวี ทำให้เกิดกระในบริเวณร่างกายนอกร่มผ้า เช่น ตามใบหน้าและแขนเป็นต้น กระชนิดนี้จะมีสีเข้มขึ้นเมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน และอายุมากขึ้นก็ทำให้สีผิวของกระเข้มมากขึ้นตามด้วย กระชนิดนี้มักพบในวัยผู้ใหญ่ที่ทำงานอยู่กลางแสงแดดเป็นเวลานาน
  3. กระเนื้อ เป็นกระที่มีลักษณะเป็นก้อนนูนยื่นออกมาจากผิว เมื่อสัมผัสบริเวณที่เป็นกระเนื้อจะมีความขรุขระ มักพบในบริเวณใบหน้า ลำคอและตามลำตัว กระชนิดนี้เกิดจากพันธุกรรมเป็นหลัก และมักเจอในคนที่อยู่ในวัยทำงานอายุ 30 ปีขึ้นไป
  4. กระลึก มีลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ สีเทาหรือสีอ่อนอยู่ลึกกระจายอยู่ตามใบหน้าบริเวณโหนกแก้ม จมูกและขมับ ส่วนใหญ่พบได้ในชาวเอเชียที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นที่มีอายุประมาณ 20 ปีขึ้นไป

วิธีการรักษากระ

  1. การใช้เลเซอร์รักษากระ คือการใช้แสงเลเซอร์ที่มีคลื่นความถี่สูงยิงลงไปที่ใต้ผิวหนังบริเวณที่เป็นกระ เป็นการกระตุ้นเซลล์ผิวหนังด้านในให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้รอยกระสามารถลดเลือนได้จริง ข้อดีของการใช้เลเซอร์ลบรอยกระคือเป็นวิธีที่ปลอดภัยและทำได้ง่าย เห็นผลได้ชัดเจน ข้อเสียคือ จำเป็นต้องมีการใช้เลเซอร์มากกว่า 1 ครั้งขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของรอยกระนั้น ๆ ราคาของการเลเซอร์จะนับเป็นจำนวนครั้ง ราคามีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น ปัจจุบันคลีนิคความงามจะมีขายคอร์สเลเซอร์รอยกระเหมาจำนวนครั้ง ราคาก็จะถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น
  2. การรักษาด้วยเครื่อง IPL คือการใช้แสงผสมที่เรียกว่า IPL (Intense Pulsed Light) จะคล้าย ๆ การยิงเลเซอร์ หากแต่เปลี่ยนจากแสงเลเซอร์เป็นพลังงานแสงผสม เมื่อส่งแสงผสมลงไปยังชั้นใต้ผิวหนังที่เป็นกระ บริเวณที่มีเม็ดสีผิวเมลานินเป็นจำนวนมากจะมีการดูดซับแสงแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ทำให้เม็ดสีผิวถูกทำลายและมีจำนวนลดลง ทำให้รอยกระมีสีจางลง แต่ไม่หายขาด
  3. การใช้เมโสรักษากระ นอกจากการใช้เมโสรักษาหน้าใสแล้ว วิธีนี้ยังช่วยให้รอยกระดูจางลงได้เช่นกัน เมโสคือการใช้เข็มเล็ก ๆ ที่บรรจุตัวยาหรือวิตามินบำรุงผิวต่าง ๆ ฉีดหรือสะกิดลงไปใต้ผิวหนังเบา ๆ หลาย ๆ จุดกระจายไปในบริเวณที่มีปัญหา แต่การทำเมโสเพียง 1 ครั้งหรือ 2 ครั้งอาจไม่ทำให้รอยกระดูจางลงได้ในทันที จำเป็นต้องมีการทำซ้ำทุก ๆ เดือนขึ้นอยู่กับความเข้มของรอยกระ
  4. การรักษาโดยการใช้เครื่องไอออนโต คือการใช้เครื่องมือผลักสารอาหารหรือตัวยาโดยใช้กระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ช่วยให้ตัวยาสามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนมากตัวยาหรืิอวิตามินที่ช่วยในการรักษารอยกระนั้นจะเป็นสารอาร์บูติน วิตามินซี ลิโคไลซ์ ซึ่งจะมาในรูปแบบของเจล ข้อดีของการใช้เครื่องไอออนโตรักษากระคือมีผลข้าเคียงน้อยและปลอดภัย สามารถใช้ร่วมกับการบำรุงผิวหน้าได้อีกด้วย
  5. การรักษาด้วยสารไฮโดรควิโนน คือสารที่มีประสิทธิภาพในการช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวเมลานิน ซึ่งช่วยในการรักษารอยกระให้จางลงได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าใช้ในประมาณมากก็มีผลข้างเคียงมาก คือ สารตัวนี้จะทำให้ผิวไวต่อแสงได้ง่ายหากไม่มีการป้องกันที่ดี เมื่อผิวไวต่อแสงก็เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ง่าย สารไฮโดรควิโนนจึงเป็นสารต้องห้ามที่มีการกำหนดปริมาณในส่วนผสมโดย อย. และการจะรักษารอยกระโดยการใช้สารชนิดนี้จึงต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด
  6. การรักษาด้วยกรดผลไม้ AHA เป็นวิธีการรักษาที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานถึงจะเห็นผล แต่ว่ามีความปลอดภัยมาก ผลข้างเคียงแทบไม่มี เพราะกรดผลไม้เป็นกรดที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หน้าที่หลัก ๆ ของกรดผลไม้คือการผลัดเซลล์ผิวเก่าและเซลล์เม็ดสีออก ทำให้รอยกระจางลงไปได้
  7. การรักษาโดยการทำทรีตเม้นท์ การทำทรีตเม้นท์เป็นการบำรุงรักษาควบคู่ไปกับการรักษารอยกระแบบอื่น ๆ ทำให้รอยกระของเราจางลงได้เร็วมากยิ่งขึ้้นและทำให้ผิวหน้าของเรามีสุขภาพแข็งแรงอีกด้วย การทำทรีตเม้นท์สามารถทำได้ตามคลีนิคความงามทั่วไปและยังสามารถทำเองได้เช่นกัน เช่น การใช้ผลไม้ที่มีกรดวิตามินซีอ่อน ๆ อย่างมะนาวหรือมะเขือเทศ มาโปะตรงบริเวณใบหน้าที่มีรอยกระ พอกทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แต่ถ้าพอกไว้นานมากนัก เพราะวิตามินซีเป็นกรดอ่อน ๆ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดรอยกระ

การป้องกันไม่ให้เกิดรอยกระหรือไม่ให้รอยกระเพิ่มมากขึ้นสามารถทำได้ง่าย ๆ คือ การหลีกเลี่ยงตัวการหลักอย่างแสงแดด พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังสัมผัสกับแสงแดดที่แรงจัด การทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ SPF โดยเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีสาร SPF50 ขึ้นไปได้ยิ่งดีแล้วก็ทาบ่อย ๆ ก็เป็นการปกป้องผิวหนังไม่ให้เกิดรอยกระขึ้นมาได้ รวมไปถึงการใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาวก็ช่วยปิดบังแสงแดดได้เช่นกัน การทาครีมบำรุงผิวสม่ำเสมอก็เป็นการปกป้องผิวหนังให้แข็งแรง ลดการเกิดรอยกระได้ เช่น ครีมบำรุงที่มีสารไวท์เทนนิ่งที่มีคุณสมบัติยับยั้งการเกิดเมลานินได้ ดังนั้นอย่ารอให้มีกระก่อนแล้วค่อยรักษา เพราะการรักษานั้นยากกว่าการป้องกันเสียอีก