ฝ้าเกิดจากอะไร มาทางรักษารักษากัน  

ฝ้า จัดเป็นหนึ่งในปัญหาผิวพรรณที่ไม่พึงประสงค์ โดยลักษณะของฝ้าที่เกิดขึ้นมานั้น ในช่วงระยะเริ่มแรก จะมีลักษณะเป็นสีอ่อนปรากฏขึ้นมาเพียงแค่บาง ๆ เท่านั้น โดยเกิดจากการที่เม็ดสีเมลานินที่อยู่ใต้ชั้นผิวนั้นทำงานผิดปกติ อันเนื่องมาจากสิ่งเร้าต่างๆ เมื่อฝ้าสะสมตัวกันหนักมากขึ้น จากสีอ่อนก็จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มชัดมากขึ้น และสำหรับบางคนอาจมีสีปรากฏขึ้นมาหลายสี เช่น สีม่วง สีเทา สีแดงอ่อน เป็นต้น และผิวหน้าในบริเวณนั้นจากที่เคยมีความอ่อนนุ่มน่าสัมผัส คุณก็อาจจะพบว่ามีความกระด้าง แข็ง หนา มากยิ่งขึ้น เมื่อสัมผัสแล้วรู้สึกไม่อภิรมย์สักเท่าไหร่นัก ยิงฝ้าปรากฏเด่นชัดมากเท่าไหร่ ผู้ที่ปัญหาประสบปัญหาก็จะมีความกังวลมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ก่อนลงมือรักษา ต้องทำความเข้าใจกับสาเหตุเสียก่อน

สำหรับฝ้านั้น เกิดขึ้นมาจากสาเหตุหลากหลายประการ แตกต่างกันไป ได้แก่

  1. เกิดจากความร้อน – ผิวของคุณได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์มากเกินหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นรังสี UVA หรือ UVB แม้แต่แสงไฟในอาคารเองก็ตาม และเป็นหนึ่งในปัญหาหลัก และปัญหาใหญ่ที่พบได้มากที่สุด ในปัญหาของชาวไทย เพราะว่าในประเทศไทยของเรานั้น เป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อน และมีแสงแดดสาดส่องลงมาอย่างรุนแรงในทุก ๆ วัน เพราะฉะนั้นหลาย ๆ คน ที่ไม่พยายามปกป้องผิวจากแสงแดด ผิวก็จะโดนทำร้ายจากรังสี UVA และ UVB อย่างรุนแรง
  2. กรรมพันธุ์ – ถ้าคุณพบว่าคนในครอบครัวมีประวัติเกิดฝ้ามาก่อน คุณก็อาจจะมีโอกาสที่จะเกิดฝ้ามากขึ้นตามไปด้วย หากแต่อย่างไรถ้าคุณผู้อ่านยังไม่เกิดฝ้า ก็อย่าเพิ่งกังวลใจไป เพราะมีโอกาสเกิด 30 % เท่านั้น
  3. ฮอร์โมน – สำหรับสาเหตุการเกิดฝ้า ที่เกิดจากฮอร์โมนนี้ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้มากเช่นกัน โดยพบว่ามีความเกี่ยวพันกับฮอร์โมนที่มีชื่อว่า เอสโทรเจน และโพรเจสเทอโรน โดยผู้หญิงบางคนจากที่เคยมีใบหน้าสวยใสมาตลอด แต่เมื่อตั้งครรภ์ด้วยความที่ฮอร์โมนทั้ง 2 ตัวนี้เปลี่ยนแปลงไป ก็อาจจะทำให้เกิดฝ้าขึ้นมาได้
  4. ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ – จากการวิจัยพบว่าผู้ป่วยโรคนี้มีสิทธิ์เป็นฝ้ามากกว่าผู้ที่ ไม่เป็นโรคกว่าปกติถึง 4 เท่า
  5. เครื่องสำอาง – โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารประกอบที่รุนแรงจนเกินไป หรืออาจมีส่วนผสมของสารอันตราย อีกทั้งยังมีการใส่น้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ที่มีความรุนแรง จนเกินที่ผิวของคุณจะรับไหว

ฝ้าสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่

  1. ฝ้าตื้น – เกิดจากชั้นหนังกำพร้าภายนอกสุด ปรากฏขึ้นมาในลักษณะพื้นผิวสีน้ำตาลอ่อน สำหรับฝ้าประเภทนี้สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายมากที่สุด หากแต่ในขณะเดียวกันข่าวดี ก็คือ สามารถรักษาให้หายง่ายเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าคุณจะต้องพยายามรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะดีที่สุด
  2. ฝ้าลึก – เกิดขึ้นในชั้นผิวหนังแท้ มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลเข้ม ผสมสีเทาอ่อน ไม่ค่อยปรากฏขอบให้เห็นสักเท่าไหร่นัก ทำให้ไม่อาจกำหนดขอบข่ายที่แน่นอนได้ เหมือนฝ้าตื้น หากแต่ไม่ต้องกังวลไป สามารถรักษาหายได้ แต่ว่ารักษาให้หายค่อนข้างยาก ต้องใช้เวลาระยะเวลายาวนาน การรักษาก็ต้องผสมผสานหลายทางด้วยกัน
  3. ฝ้าผสม – การที่คุณมีฝ้าตื้น และฝ้าลึกผสมผสานกัน จัดเป็นปัญหาที่พบได้มากที่สุด โดยจะกระจายตัวในหลาย ๆ ส่วนของใบหน้า
  4. ฝ้าที่ไม่สามารถแยกแยะประเภทได้ – สำหรับกรณีนี้จะไม่ค่อยพบกับผิวชาวไทยเท่าไหร่ เพราะว่าจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีผิวเข้มมาก ๆ อย่างเช่น ผู้ที่มีผิวดำ เป็นต้น

คุณสามารถรักษาฝ้าได้ด้วยตัวเองได้ที่บ้านได้

เมื่อฝ้าก่อตัวขึ้นมาแล้ว ย่อมทำให้คุณเกิดความกังวล เกิดความไม่มั่นใจ ทำลายบุคลิกภาพ ทำให้คุณพยายามมองหาวิธีรักษาให้ฝ้านั้น ให้หายจางไปอย่างเร็วมากที่สุด โดยสำหรับผู้ที่มีทุนทรัพย์ และสามารถทนความเจ็บปวดได้ ก็อาจจะเลือกไปเข้ารับบริการจากสถานเสริมความงามต่าง ๆ รวดเร็วทันใจ แต่กระบวนการรักษานั้น ก็ไม่ได้รักษาสำเร็จเพียงแค่ครั้งเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจ แม้แต่ฝ้าตื้นเองก็ตาม ก็จะต้องใช้กระบวนการรักษาประมาณ 3-4 ครั้งขึ้นไป จนกว่าฟ้าจะจางลงอย่างเห็นได้ชัด และถ้าฝ้าของคุณยิ่งมีความลึก หรือฝ้าหนาเกาะตัวอยู่ใต้ชั้นผิว แน่นอนว่าก็จะยิ่งต้องใช้เวลารักษายาวนานกว่านั้นมากขึ้นไปอีก ซึ่งจะต้องใช้เงินจำนวนมาก อีกทั้งยังต้องทนความเจ็บในระดับหนึ่งจากขั้นตอนการรักษาอีกด้วย เพราะสำหรับคุณผู้อ่านที่พยายามมองหาวิธีรักษาฝ้าด้วยตัวเองจากที่บ้าน ซึ่งมีราคาย่อมเยากว่า และไม่เจ็บตัว เราก็ได้นำแนวทางการรักษามาฝากกันแล้วค่ะ

ยาทาที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอ

สำหรับยาทาประเภทนี้จะช่วยเข้าไปสร้างความเจริญเติบโตของเซลล์ผิวใหม่ รวมทั้งแบ่งเซลล์ที่มีคุณภาพในชั้นผิวหนังให้มีความขวางมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเร่งผิวชั้นบน ซึ่งเป็นแหล่งกระจุกตัวของผิวที่มีความคล้ำให้หลุดออกเร็วยิ่งขึ้น แต่สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ คุณแม่ที่ให้นมบุตร การใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอนั้น ยังไม่เป็นที่รับรองในเรื่องของความปลอดภัย เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงไม่ทาจะดีที่สุด แนะนำให้ลองหาแนวทางในการรักษาในด้านอื่น ๆ ที่เป็นธรรมชาติจะดีกว่า

ยาทารักษาฝ้าประเภทไฮโดรควิโนน

จัดเป็นยาที่ใช้ในการรักษาฝ้า ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ให้คุณนำมาทาในบริเวณที่เกิดฝ้าบาง ๆ เพียงวันละ 1-2 ครั้ง สำหรับยาทาประเภทนี้ก่อนที่จะใช้มีข้อควรระวังมาก เพราะจะทำให้ผิวของคุณนั้นไวต่อแสงแดดมากขึ้น ทำให้คุณยิ่งต้องปกป้องผิวของตัวเองไปพร้อม ๆ กันด้วย สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ หรือคุณแม่ให้นมบุตร ในประเทศไทย ยังไม่รับรองการใช้ยาทาไฮโดรควิโนน และยาทาประเภทนี้ จะต้องเป็นยาทาที่ให้คุณหมอผิวหนังเป็นผู้สั่งเท่านั้น ไม่สามารถซื้อเองได้ตามร้านขายเครื่องสำอางทั่วไป เพราะมีส่วนผสมที่เข้มข้น และในแต่ละคนต่างก็มีวิธีการทาที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นจำนวนของปริมาณยา หรือจำนวนครั้งที่คุณจะต้องทาในหนึ่งวัน เพราะฉะนั้นถ้าคุณสนใจรักษาฝ้า ขอแนะนำให้ไปปรึกษาขอบคุณหมอผิวหนังจะดีที่สุด เพราะว่าคุณจะได้รับคำแนะนำที่ดี เหมาะสม นำยาทาประเภทไฮโดรควิโนนมาใช้แล้วไม่ส่งผลอันตรายต่อผิวหนังเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

บำรุงแล้ว ต้องป้องกันด้วย

โดยการป้องกันผิวของคุณไม่ให้เกิดฝ้าที่ดีที่สุด ก็คือ การป้องกันไม่ให้ใบหน้าของคุณสัมผัสกับแสงแดด หรือรังสี UVA และ UVB เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าคุณจะรักษาฝ้าหายแล้ว หรือกำลังเริ่มลงมือรักษา คุณจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ด้วยการพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด และทาครีม หรือฉีดสเปรย์กันแดดทุกครั้งก่อนออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงเวลากลางวันรวมทั้งอย่าลืมสวมเสื้อผ้ามิดชิด กางร่มที่มีสารเคลือบป้องกันรังสี UVA และ UVB เพราะว่าการป้องกันนั้น ดีกว่าการมานั่งรักษาฝ้าทีหลังมากเลย แต่ถ้าปัญหาฝ้าของคุณเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ก็ให้คุณพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น เช่น ฝ้าของคุณอาจจะเกิดจากการใช้เครื่องสำอาง ที่มีส่วนผสมของสารอันตราย หรือสารที่มีความรุนแรงมากเกินไป คุณก็จะต้องเลิกใช้เครื่องสำอางชิ้นนั้นทันที หรือถ้าคุณเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ และเกิดฝ้าในกรณีนี้แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอจะดีที่สุด เพราะว่าผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็ตามที่คุณใช้กับร่างกายนั้น สามารถส่งผลถึงลูกน้อยในครรภ์ได้ด้วย เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยของลูกปรึกษาคุณหมอจะดีที่สุดค่ะ

การเกิดฝ้า ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนเหมือนปัญหาผิวหน้าอื่น ๆ แต่เกิดจากการสะสมมาเป็นระยะเวลานาน จนกระทั่งแสดงผลออกมา เพราะฉะนั้นเราจึงขอแนะนำให้คุณหมั่นใส่ใจตรวจสอบผิวหน้าของตัวเองอยู่เป็นประจำ เมื่อเกิดความผิดปกติอันใดขึ้นมา จะได้รักษาเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะลุกลามบานปลายในภายหลัง