ทำความรู้จักกับกระเนื้อ พร้อมวิธีดูแลรักษากระเนื้อ

กระเนื้อ (Seborrheic keratosis)

กระเนื้อ เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ผิวหนัง มีลักษณะเป็นแผ่นวงกลมหรือเป็นตุ่มบนผิวหนังนูนขึ้นมา ผิวของกระเนื้ออาจขรุขระหรือเป็นผิวเรียบได้ มักจะมีสีน้ำตาล สีเหลือง สีดำและสีขาวได้ มีขนาดตั้งแต่จุดเล็ก ๆ จนถึงเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 นิ้ว คนที่เป็นกระเนื้อจะไม่มีอาการเจ็บปวดใด ๆ ทั้งสิ้น แต่อาจจะทำให้คนที่เป็นเกิดอาการระคายเคืองได้และถ้าไปเกาหรือถูกระเนื้อก็สามารถเกิดการอักเสบได้ สามารถพบได้ตามผิวหนังทั่วร่างกาย เช่น ใบหน้า หัวไหล่ หน้าอก หน้าท้อง หลัง เป็นต้น ถ้าป็นกระเนื้อภายในร่มผ้าอาจทำให้เกิดการเสียดสีของกระเนื้อและเสื้อผ้าทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ แต่กระเนื้อไม่เป็นอันตรายและไม่สามารถพัฒนาเป็นมะเร็งได้อย่างที่หลาย ๆ คนมักเข้าใจกันผิด กระเนื้อส่วนใหญ่มักพบในกลุ่มประชากรวัยกลางคน บางคนเป็นกระเนื้อเพียงจุดเดียว บางคนอาจเป็นได้หลายจุดตามร่างกายขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น แสงแดด อายุและพันธุกรรม จากสถิติพบว่ามีประชากรกว่า 83 ล้านคนในประเทศอเมริกาเป็นกระเนื้อ แต่ยังไม่มีการรายงานว่ามีการพบกระเนื้อที่บริเวณฝ่าเท้าและฝ่ามือ

สาเหตุของกระเนื้อ

ปัจจุบันสาเหตุที่แน่ชัดที่ก่อให้เกิดกระเนื้อยังไม่สามารถหาสาเหตุได้อย่างแน่ชัด อย่างไรก็ตามกระเนื้อนั้นก็ไม่ใช่โรคติดต่อจากคนสู่คน ปัจจัยโดยทั่วไปที่ก่อให้เกิดกระเนื้อและกระชนิดอื่น ๆ มีดังนี้

  1. แสงแดด ผิวหนังบริเวณที่โดนแสงแดดจัดเป็นระยะเวลานานมีโอกาสเกิดกระเนื้อมากที่สุด รังสีอัลตร้าไวโอเลตที่มาพร้อมกับแสงแดดเป็นอันตรายต่อผิวซึ่งส่งผลให้มีการสร้างเม็ดสีผิวเมลานินเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผิวบริเวณที่โดนแสงแดดนั้นมีสีเข้มขึ้น โดยปกติแล้วเมื่อมีเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้นมาจะทำให้สีผิวของเราเข้มอย่างสม่ำเสมอกัน กรณีของรอยกระนั้นเกิดจากความผิดปกติของกระบวนการผลิตเม็ดสีผิวมากขึ้นกว่าปกติ ทำให้สีผิวเข้มไม่สม่ำเสมอกันเป็นจุดเล็ก ๆ ที่เราเรียกกันว่ารอยกระนั่นเอง
  2. พันธุกรรม จากประวัติของคนที่เป็นกระเนื้อส่วนใหญ่จะพบว่ามีคนในครอบครัวเป็นกระเนื้อเหมือนกัน จากงานวิจัยนักวิทยาศาสตร์คาดว่าอาจเกิดจากยีนบางยีนที่กลายพันธ์และส่งต่อไปยังรุ่นลูกหลานได้
  3. อายุ กระเนื้อจะปรากฏให้เห็นมากที่สุดในกลุ่มคนที่มีอายุมาก ยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้น โอกาสที่เป็นกระเนื้อก็จะมีมากขึ้น โดยเฉลี่ยช่วงอายุจะอยู่ที่ประมาณ 50 ปีหรือมากกว่านั้น ในวัยรุ่นนั้นยังไม่พบว่ามีกระเนื้อเกิดขึ้นในช่วงอายุนั้น ๆ
  4. สาเหตุอื่น ๆ เช่น ไวรัส กระเนื้ออาจเกิดจากไวรัสบางชนิดเช่น Human papillomavirus เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งไวรัสชนิดนี้ก็สามารถส่งผลให้เป็นกระเนื้อได้ แต่พบได้ไม่บ่อยนัก

กระเนื้อกับมะเร็งผิวหนังที่หลายคนมักเข้าใจผิด

มีหลายคนที่คิดว่ากระเนื้อคือโรคมะเร็งผิวหนัง กระเนื้อมีลักษณะแตกต่างจากมะเร็งผิวหนังโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามสาเหตุที่ผู้คนมักเข้าใจผิดอาจเป็นเพราะว่าสีของกระเนื้อที่มีสีเข้ม ทำให้คิดว่าเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง มีการรายงานว่ามีนักวิจัยได้เก็บตัวอย่างกระเนื้อมากกว่า 9000 ตัวอย่างจากโรงพยาบาล Massachusetts General Hospital และสถาบันการแพทย์ Harvard Medical school ในบอสตัน ประเทศอเมริกา พบว่าเซลล์กระเนื้อเหล่านี้มีโอกาสเป็นมะเร็งผิวหนังเพียงแค่ 0.66 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าน้อยมาก นอกจากนี้ขนาดของกระเนื้อก็มีขนาดเล็กกว่ามะเร็งผิวหนังเป็นอย่างมาก แต่ถ้าหากว่ากระเนื้อมีการแพร่กระจายเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในระยะเวลาสั้น ๆ ไปทั่วร่างกายนั้นอาจเกิดเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้ แนะนำว่าให้รีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับคำปรึกษาและการรักษาได้อย่างถูกต้อง

การรักษากระเนื้อ

โดยปกติแล้วกระเนื้อไม่เป็นอันตรายหรือมีผลข้างเคียงที่รุนแรงต่อร่างกายนอกจากความรำคาญ ส่วนใหญ่แล้วแพทย์มักไม่แนะนำให้รักษา ในกรณีที่ไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจดูกระเนื้อเพื่อรับการรักษาจะมีการตัดชิ้นเนื้อของกระเนื้อเพื่อนำในตรวจสอบก่อนและสามารถเข้ารับการผ่าตัดกระเนื้อออกได้เลย ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เป็นกระเนื้อในเรื่องของความสวยงาม ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้วิธีดังนี้

  1. Cryosurgery คือการผ่าตัดโดยการใช้ความเย็นจัด เป็นการใช้ไนโตรเจนเหลวซึ่งเป็นของเหลวที่มีอุณหภูมิต่ำมากฉีดเป็นสเปรย์หรือชุบสำลีแล้วทาบริเวณกระเนื้อ วิธีนี้จะทำให้กระเนื้อแห้งและตกสะเก็ดหลุดออกไปเอง
  2. Electrosurgery คือการรักษาโดยการใช้ไฟฟ้าจี้ เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าในการกำจัดกระเนื้อ เป็นวิธีที่ค่อนข้างยากและใช้เวลานานในการกำจัดกระเนื้อ นอกจากการจี้ไฟฟ้าแล้วยังมีขั้นตอนการตัดกระเนื้อออกไปด้วย วิธีนี้มีการใช้ยาชาก่อนทำการรักษา จึงไม่สร้างความเจ็บปวดระหว่างการรักษา หากผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญมากพออาจทำให้จี้กระออกไม่หมดหรือเกิดรอยแผลเป็นตามมาได้ ดังนั้นวิธีนี้จึงจำเป็นต้องใช้แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้
  3. Ablation คือการรักษาด้วยเลเซอร์ เป็นการใช้แสงเลเซอร์ในการกำจัดกระเนื้อที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ปัจจุบันมีเลเซอร์หลายชนิดที่สามารถใช้รักษากระเนื้อได้ เช่น Fraxel, Picosure, Q-switch, เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซต์ เป็นต้น วิธีนี้ทำให้สีของกระเนื้อดูจางลงได้มาก แต่ว่าต้องทำหลาย ๆ ครั้งถึงจะเห็นผล ข้อดีของการใช้เลเซอร์รักษาคือ เป็นวิธีที่ได้รับการรับรองจากทั่วโลกและมีหลากหลายเทคนิคให้เลือกทำตามความต้องการ หรือขึ้นอยู่กับผู้เชี่ยวชาญว่าควรใช้เลเซอร์แบบไหนถึงจะเห็นผลได้ดีที่สุด ข้อเสียคือ เลเซอร์บางชนิดอาจมีราคาแพงและไม่ได้จบที่การทำเพียงครั้งเดียว ต้องทำหลาย ๆ ครั้งถึงจะเห็นผล

วิธีดังกล่าวข้างต้นนั้นล้วนเป็นวิธีที่ทำให้กระเนื้อมีสีจางลง อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าวไม่ได้เป็นการกำจัดกระเนื้อออกแบบถาวรแต่เป็นเพียงแค่การลดการกระจายของกระเนื้อในบริเวณนั้น ซึ่งกระเนื้ออาจเกิดขึ้นมาใหม่ในบริเวณข้างเคียงได้ มีการใช้น้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูในการกำจัดกระเนื้อ ซึ่งทำให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวหนังได้ วิํธีนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าสามารถใช้กำจัดกระเนื้อได้ สารบางกลุ่ม เช่นน้ำมันจากใบชานอกจากไม่ช่วยในการกำจัดกระเนื้อแล้วยังก่อให้เกิดการอักเสบต่อผิวหนังบริเวณนั้นด้วย ส่วนใหญ่แล้วคนที่เข้ารับการรักษากระเนื้อนั้นมักจะไม่กลับมาเป็นอีก

การป้องกันไม่ให้เกิดกระเนื้อ

ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการรักษากระเนื้อเป็นที่แน่ชัดนัก ส่วนใหญ่สาเหตุของกระเนื้อเกิดจากแสงแดด ซึ่งการป้องกันคือหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับแสงแดดจัดเป็นเวลานาน ๆ ถ้าเกิดว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วก็แนะนำให้ทาครีมกันแดดป้องกันผิวหนังจากรังสียูวี โดยการใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ SPF 50++ ขึ้นไป ยิ่งค่า SPF สูง ประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดก็จะสูงขึ้นตาม ให้ทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านและทาซ้ำทุก ๆ 1 ชั่วโมง ใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิดเพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดกระทบต่อผิวหนังโดยตรงก็ช่วยได้ แสงแดดเป็นอันตรายต่อผิวหนังมากกว่าที่คิด นอกจากเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดกระเนื้อแล้ว ยังทำให้โรคมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย ในกรณีที่เป็นกระเนื้อทางพันธุกรรม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงไม่มีวิธีการป้องกันที่แน่นอนนอกจากการกำจัดออก

ตามที่กล่าวไปข้างต้น กระเนื้อไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ถ้าไม่เอาออกก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด มันอาจสร้างความรำคาญใจให้กับคนที่เป็นได้ แต่ถ้าเกิดว่ากระเนื้อที่เป็นอยู่นั้นเกิดความผิดปกติขึ้น เช่น มีกระเนื้อเพิ่มมากขึ้นผิดปกติในระยะเวลาสั้น ๆ กระเนื้อมีขนาดใหญ่มากขึ้นหรือมีรูปร่างผิดปกติ มีเลือดออกจากกระเนื้อ เป็นต้น แนะนำให้รีบพบแพทย์เพื่อปรึกษาและเข้ารับการวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป ซึ่งหากเป็นมะเร็งผิวหนังก็จะได้รีบรักษาได้อย่างรวดเร็ว